ปรับแต่งเบื้องต้น

เมื่อติดตั้ง CentOS เสร็จเรียบร้อยและ reboot เข้ามาใช้งานครั้งแรก Ethernet interface ยังใช้ไม่ได้ต้องเข้าไปเปิดใช้งานก่อนโดยให้แก้ไข config ต่อไปนี้

vi /etc/sysconfig/network-scripts/ifcfg-eth0

DEVICE=eth0
HWADDR=08:00:27:07:97:91
TYPE=Ethernet
UUID=1afb7d3a-d86c-47e2-8045-6f6633d7ae79
ONBOOT=yes  ## แก้จาก no เป็น yes
NM_CONTROLLED=yes
BOOTPROTO=dhcp

vi /etc/sysconfig/network-scripts/ifcfg-eth1

DEVICE=eth1
HWADDR=08:00:27:33:7D:A2
TYPE=Ethernet
UUID=f11a0423-5b0b-4852-88af-ec440fbc8002
ONBOOT=yes ## แก้จาก no เป็น yes
NM_CONTROLLED=yes
BOOTPROTO=dhcp

ให้แก้เฉพาะตรง ONBOOT=no เป็น ONBOOT=yes

ส่วนค่าอื่นๆ ปล่อยไว้แบบนั้นซึ่ง eth0 กับ eth1 จะไม่เหมือนกันระวังจะ copy ไปนะครับของท่านก็จะมีค่า MAC และ UUID ต่างกัน

เมื่อเสร็จให้ restart network service /etc/init.d/network restart ลอง ifconfig ดูว่าได้รับ IP ทั้งคู่หรือไม่ ifconfig eth0

eth0      Link encap:Ethernet  HWaddr 08:00:27:07:97:91
inet addr:192.168.5.1  Bcast:192.168.2.255  Mask:255.255.255.0
inet6 addr: fe80::a00:27ff:fe07:9791/64 Scope:Link
UP BROADCAST RUNNING MULTICAST  MTU:1500  Metric:1
RX packets:101 errors:0 dropped:0 overruns:0 frame:0
TX packets:87 errors:0 dropped:0 overruns:0 carrier:0
collisions:0 txqueuelen:1000
RX bytes:14370 (14.0 KiB)  TX bytes:10580 (10.3 KiB)

ifconfig eth1

eth1      Link encap:Ethernet  HWaddr 08:00:27:33:7D:A2
inet addr:10.0.3.15  Bcast:10.0.3.255  Mask:255.255.255.0
inet6 addr: fe80::a00:27ff:fe33:7da2/64 Scope:Link
UP BROADCAST RUNNING MULTICAST  MTU:1500  Metric:1
RX packets:44 errors:0 dropped:0 overruns:0 frame:0
TX packets:52 errors:0 dropped:0 overruns:0 carrier:0
collisions:0 txqueuelen:1000
RX bytes:4340 (4.2 KiB)  TX bytes:4572 (4.4 KiB)

 หลังจากนี้ผมแนะนำให้ท่าน ssh เข้ามาใช้งานซึ่งจะทำงานได้สะดวกกว่า เพราะจะ copy และ paste คำสั่งได้ง่ายกว่าเยอะครับ

ssh root@192.168.5.1

ติดตั้งเครื่องมือที่ถนัดและใช้บ่อย

ส่วนนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลนะครับว่าแต่ละคนถนัดหรือใช้คำสั่งไหนบ่อยของผมก็มีประมาณนี้

  • vim ใช้ง่ายกว่า vi นิดหนึ่ง
  • nano ผมติด pico แต่ไม่มีให้ใช้เลยใช้ nano แทน
  • wget ถ้าใครใช้ curl ได้ก็ใช้ curl ไม่ต้องลงเพิ่ม
  • mlocate เอาไว้ใช้คำสั่ง locate ไว้หา file ที่ไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน ติดตั้งเสร็จก็ให้ updatedb ก่อน หรือสั่งก่อนจะ locate
  • lynx เอาไว้เข้าเว็บด้วย command line

yum -y install vim nano wget mlocate lynx

เตรียมระบบ

* BROKER Host * NODE Host ขั้นตอนนี้ทำทั้งเครื่อง Broker และ Node โดยเริ่มจาก

ตั้งค่า Yum Repositories

OpenShift Origin จะมี repo ของตัวเองซึ่งเราสามารถนำมาใช้บน CentOS ได้เลย

OpenShift Origin

cat <<EOF> /etc/yum.repos.d/openshift-origin-deps.repo
[openshift-origin-deps]
name=openshift-origin-deps
baseurl=https://mirror.openshift.com/pub/openshift-origin/nightly/rhel-6/dependencies/x86_64/
gpgcheck=0
enabled=1
EOF
cat <<EOF> /etc/yum.repos.d/openshift-origin.repo
[openshift-origin]
name=openshift-origin
baseurl=https://mirror.openshift.com/pub/openshift-origin/nightly/rhel-6/latest/x86_64/
gpgcheck=0
enabled=1
EOF

 yum repos นี้เป็นของ OpenShift Origin แบบ Nightly นะครับการใช้งานจะอยู่บนพื้นฐานของความมันส์ แต่เท่าที่ลองก็ใช้ได้ดีครับ

EPEL

หลังจากนั้นให้ติดตั้ง EPEL ซึ่ง CentOS จะทำงานแทน RHEL ได้โดยติดตั้ง yum install -y –nogpgcheck http://dl.fedoraproject.org/pub/epel/6/x86_64/epel-release-6-8.noarch.rpm

ส่วนรุ่นนั้นให้ตรวจสอบจาก http://fedoraproject.org/wiki/EPEL  ว่ามีอัปเดทจากตัวอย่างไปหรือไม่

เมื่อติดตั้งเสร็จแล้วให้แก้ epel repo nano -w /etc/yum.repos.d/epel.repo

[epel]
name=Extra Packages for Enterprise Linux 6 - $basearch
#baseurl=http://download.fedoraproject.org/pub/epel/6/$basearch
mirrorlist=https://mirrors.fedoraproject.org/metalink?repo=epel-6&arch=$basearch
exclude=*passenger* nodejs*
failovermethod=priority
enabled=1
gpgcheck=1
gpgkey=file:///etc/pki/rpm-gpg/RPM-GPG-KEY-EPEL-6

โดยใส่ exclude=*passenger* nodejs* เพิ่มลงไปเพราะเราจะใช้ของ OpenShift Origin แก้เฉพาะ [epel] ก็พอให้สังเกตว่าส่วนอื่นจะไม่ได้ใช้งาน enable=0

Update ระบบ

เมื่อทำทั้งหมดเรียบร้อยให้ update ระบบหนึ่งรอบ

yum clean all
yum -y update

ตั้งค่าเวลา NTP

* BROKER Host * NODE Host

อันนี้จำเป็นอย่างมากเพราะถ้าเวลาไม่ตรงกันระหว่าง broker และ node มันจะคุยกันไม่รู้เรื่องครับเจอมากับตัวหากันนานมาก

yum -y install ntpdate ntp สั่ง update เวลาปัจจุบันให้ตรงกับเวลามาตรฐาน ntpdate clock.nectec.or.th ตั้งค่า service ให้ทำงานทุกครั้งที่ boot เครื่อง

chkconfig ntpd on
service ntpd start

หมายเหตุ: จากการสังเกตการทำงานบน VM ถ้าเปิดไว้นานๆ เครื่อง Host OS มีการ sleep บ้างพักบ้าง หรือระบบที่เพิ่ง restore VM snapshot มา อาจจะทำให้เวลาเพี้ยนได้เหมือนกันถ้ามีปัญหาและสงสัยว่าเวลาเพี้ยนก็ให้ restart service ก็ได้ครับ

ตั้งค่าสภาพแวดล้อมให้ Ruby

ระบบหลักของ OpenShift จะใช้ ruby ดังนั้นจำเป็นต้องติดตั้งในลำดับแรก ให้ทำตามลำดับดังนี้ yum -y install ruby193

cat <<'EOF' > /etc/profile.d/scl193.sh
# Setup PATH, LD_LIBRARY_PATH and MANPATH for ruby-1.9
ruby19_dir=$(dirname `scl enable ruby193 "which ruby"`)
export PATH=$ruby19_dir:$PATH

ruby19_ld_libs=$(scl enable ruby193 "printenv LD_LIBRARY_PATH")
export LD_LIBRARY_PATH=$ruby19_ld_libs:$LD_LIBRARY_PATH

ruby19_manpath=$(scl enable ruby193 "printenv MANPATH")
export MANPATH=$ruby19_manpath:$MANPATH
EOF
cp -f /etc/profile.d/scl193.sh /etc/sysconfig/mcollective
chmod 0644 /etc/profile.d/scl193.sh /etc/sysconfig/mcollective

ค่าเหล่านี้จะมีผลเมื่อ login ครั้งต่อไป (ไม่ต้อง reboot) ดังนั้นให้ logout แล้ว ssh เข้ามาใหม่อีกครั้ง

Pages: 1 2 3 4 5 6 7